สมาคมอนุบาลศึกษา แห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ

ถาม-ตอบ เรื่องเด็กๆ

ลูกรังแกเพื่อน

คำถาม :
ดิฉันเป็นคุณแม่คนหนึ่งที่อ่านรักลูกค่ะ มีลูกชายคนเดียวอายุ 5 ขวบ แล้วค่ะ ปีนี้อยู่อนุบาล 2 แกเป็นเด็กน่ารัก ร่าเริง ดิฉันก็ดีใจที่ลูกไม่มีปัญหา อ่านปัญหาที่คุณแม่ท่านอื่นเขียนมาก็ได้แต่เห็นใจแล้วก็นึกดีใจที่ตัวเองไม่มีปัญหาเลย แต่แล้วก็มีจนได้ค่ะ ดิฉันกลุ้มใจมากเลย เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนคุณครูของลูกบอล บอกว่าลูกกอล์ฟ (ลูกชายดิฉันชื่อลูกกอล์ฟค่ะ) เดี๋ยวนี้ชอบเล่นแรงๆ คือว่า แกเล่นตามหนังญี่ปุ่นแล้ว ก็การ์ตูนในทีวีน่ะค่ะ ครูบอกว่าเด็กวัยนี้ในห้องแกก็เล่นกันทั้งนั้น แต่ลูกกอล์ฟเป็นมากกว่าใคร ทำให้เพื่อนเจ็บจนร้องไห้ทุกวัน พอดิฉันถาม แกก็บอกว่าเพื่อนเขาไม่เจ็บหรอก แกยังไม่เจ็บเลย ดิฉันบอกไม่ให้แกทำเพื่อนเจ็บอีก แกก็รับปาก แต่คุณครูยังบอกไม่ให้แกเล่นค่ะ บางทีแกปีนขึ้นไปบนโต๊ะ แล้วกระโดดโลดเต้น ซนธรรมดา แล้วที่ดิฉันกลุ่มจนต้องเขียนมาทางอาจารย์ก็เพราะ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แกเอาไม้บรรทัดไปฟาดศรีษะเพื่อน คงเอาสันลงนะค่ะ ครูบอกว่า แกเล่นฟันดาบ ปรากฎว่าเพื่อนแกหัวแตก ครูต้องพาส่งโรงพยาบาล ไปเย็บ 2 เข็ม ดิฉันต้องขอโทษพ่อแม่ของเพื่อนแกใหญ่โต อายมากค่ะ พอดิฉันดุแก แกก็ร้องไห้ บอกว่าเพื่อนเป็นดราก้อน ดิฉันไม่อยากตีลูกค่ะ ไม่ทราบจะทำยังไง พูดก็แล้วเดี๋ยวนี้ยิ่งพูดทุกวัน ว่าอย่าแกล้งเพื่อน แกก็บอกไม่ได้แกล้ง ยิ่งพูด ยิ่งไม่รู้เรื่องกัน ก็เลยแจ้งคุณครูว่า ถ้าแกทำเพื่อนแรงๆ อีกให้ตีได้เลย แกจะได้ไม่กล้า ไม่ทราบว่าดิฉันทำถูกหรือป่าวคะ ดิฉันกลัวว่าต่อไปอาจจะมีเรื่องรุ่นแรงอีก ยิ่งกว่าหัวแตก กลัวจริงๆ ค่ะ ลูกดิฉันแกแข็งแรงและตัวโตด้วย ขอความกรุณาอาจารย์ตอบดิฉันด่วนดัวยนะคะ กราบขอบพระคุณคะ ดิฉันจะคอยอ่านในหนังสือรักลูกนะคะ
โดย :: แม่ลูกกอล์ฟ


คำตอบ :
คุณแม่หลายๆ ท่านคงจะเผชิญกับปัญหาเช่นเดียวกับคุณแม่ของลูกกอล์ฟ คือลูกเล่นเลียนแบบจากโทรทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ์ตูน เด็กเล็กๆ ชอบการ์ตูนมากก็เป็นพัฒนาการตามวัยนะคะ

ปัญหามีอยู่ว่า เมื่อเด็กๆ ดูการ์ตูนแล้ว โดยเฉพาะการ์ตูนที่มีตัวเอกเป็นคนเก่ง มีความสามารถหลากหลาย มีอภินิหารแปลกๆ เหาะเหินเดินอากาศได้ หายตัวได้ ต่างๆ นานา อีกทั้งการถ่ายทำ ที่ช่วยให้ดูเป็นจริงเป็นจังทำให้เด็กเอาเป็นแบบอย่าง ก็คงอยากจะเก่ง เช่นตัวเอกที่เห็นนั้นแหละค่ะ และความที่ยังเป็นเด็กเล็ก ความคิดอ่านก็ยังแคบ เหตุผลมีน้อย ยึดเอาความพอใจของตนเป็นใหญ่ ขาดการพิจารณา ไตร่ตรอง (ก็เป็นวัยของเขาอีกนั่นแหละ) ทำให้เกิดการเล่นเลียนแบบอย่างแปลกๆ จนเกิดปัญหา และเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ ซึ่งเราก็ได้รับทราบจากหนังสือพิมพ์ วิทยุ อยู่เรื่อยๆ แล้วเราจะห้ามไม่ให้เด็กดูโทรทัศรน์ รายการการ์ตูนต่างๆ เลยหรือไม่

จริงอยู่ถึงแม้ว่า เราจะทราบดีอยู่แก่ใจว่า การ์ตูนบางรายการเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี แต่ก็เป็นความสนุกสนานรื่นเริงของลูก ลูกชอบ เวลาลูกได้ดูการ์ตูนแล้ว เขามีความสุขเราก็ยอม หรือบางครั้งเราก็ไม่ชอบดูการ์ตูน และมีงานอื่นมากมายที่ต้องทำ ไหนจะต้องดูเลเรื่องอาหาร ไหนจะต้องทำความสะอาดบ้าน หรือหาความรู้ให้แก่ตนเองโดยการอ่านหนังสือที่สนใจ หรือมีสมาชิกคนอื่นๆ ที่ต้องดูแล เป็นต้น จึงกลายเป็นการปล่อยให้เด็กดูด้วยความเพลิดเพลินใจ และรับเอาแบบอย่างไปโดยไม่มีใครคอยรั้งๆ เอาไว้ คงต้องคอยชี้แนะ คอยป้อนคำถามที่เป็นเหตุผล ความควรไม่ควร และความเป็นจริง เพราะเทคนิคของการถ่ายทำ ให้ดูว่าเป็นไปได้ผิดจากความเป็นจริงไป ฉะนั้นถ้าหากผู้ใหญ่ท่านใดท่านหนึ่งคอยถาม ให้การชี้แนะว่า "เรากระโดดสูงๆ เช่นนี้ได้ไหมลูก ทำไมล่ะ" เด็กก็จะได้คิด หรือเราอาจจะเพิ่มเติม ให้เด็กรับรู้ว่า "คนเราจริงๆ ที่ไม่ใช่การ์ตูน เหาะจากต้นไม้ลงมาไม่ได้หรอก แต่นี่การ์ตูนเขาจะวาดยังไงก็ได้" หรือ "เขาใช้สายลาดสลิงผูกตัวไว้ และสวมเสื้อทับจนเรามองไม่เห็น เวลาเหาะจึงดูเหมือนเหาะจริงๆ" หรือ "ลูกลองคิดดูซิ ลูกเคยเห็นใครเหาะบ้าง ไม่มีเลย" คำถามทั้งหลายเหล่านั้น จะช่วยให้เด็กได้คิด และอาจจะช่วยไม่ให้เกิดการเลียนแบบมากไป จนเกิดอุบัติเหตุได้

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ หนังสือพิมพ์ลงข่าวในคอลัมน์เล็กๆ ว่ามีเด็กผู้หญิงอายุ 7 ปี ในจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือผูกคอตาย เพราะขอเงินซื้อขนม 2 บาท แล้วแม่ไม่ให้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในตอนสายของวันอาทิตย์ หลังจากที่เด็กน้อยคนนี้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เป็นเรื่องของจักรๆ วงศ์ๆ นางเอกผูกคอตาย แต่เนื่องจากเป็นคนดีจึงได้รับการเสกชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องเศร้า เรามานั่งคิด และคุยกันว่า ถ้าหากมีใครอธิบายให้หนูน้อยคนนี้เข้าใจว่า การผูกคอตายแล้ว ไม่ฟื้นมีชีวิตอีกเด็กน้อยคนนี้อาจจะได้คิด และไม่ผูกคอตายก็เป็นได้ นี่แหละค่ะ ประเด็นอยู่ที่ว่า เด็กชอบดู และเราจะใช้สิ่งของที่เขาชอบมาทำให้เป็นประโยชน์ แนะนำให้เด็กเข้าใจชีวิตจริงๆ ได้ คุณแม่ลูกกอล์ฟคงจะเห็นด้วยที่ว่ารายการโทรทัศน์สำหรับเด็กมีไม่มาก บางรายการไม่ดี ไม่เหมาะสมกับเด็ก บางรายก็เน้นการแข่งขัน บางรายก็อาจจะนำไปสู่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนถึงแก่ชีวิตได้ เป็นต้น

ก็ต้องอยู่ที่เรา ผู้ใหญ่ที่พอจะชี้แนะ เลือก จัดหา ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ หรือเทปโทรทัศน์ที่มีประโยชน์ต่อเด็ก อีกทั้งควรจะอยู่ร่วมกับลูก เพื่อจะได้สังเกตว่า รายการนั้นเหมาะสมกับเด็กหรือไม่ ตอนใดที่เราจะชี้แนะเขาได้ เราคงหลีกเลี่ยงทุกอย่าง ทุกรายการไม่ได้จริงไหมคะ ขนาดไม่ได้ดู ไปโรงเรียนยังฟังเพื่อน เอาแบบอย่างที่เพื่อนแสดงตามรายการในโทรทัศน์ได้เลย ฉะนั้น สิ่งที่ดีที่ควรที่เหมาะ คือ การปลูกฝังให้รู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ว่า สิ่งที่ดูที่เห็น ดีหรือไม่ เราความจะเอาทำตามหรือไม่ ทำไมเขาจึงทำเช่นนั้น เราคงจะต้องพูดคุยกับลูก คงไม่ยากเกินที่เขาจะเข้าใจ ถ้าเราใช้ภาษาที่ไม่ยากนัก จริงไหมคะ

ความจริงแล้ว ลูกกอล์ฟเป็นลูกคนเดียว ซึ่งอยู่บ้านคงจะมีพฤติกรรมอย่างหนึ่งคือ ไม่มี "ก๊วน" วัยเดียวกัน สมาชิกที่อยู่ในบ้านที่เป็นผู้ใหญ่ ทำให้บรรยากาศไม่ชวนคึกคัก ลูกกอล์ฟก็ไม่เกิดอารมณ์ที่จะเล่นเลียนแบบได้ ซึ่งต่างไปจากบรรยากาศที่โรงเรียน ที่มีเด็กวัยเดียวกัน และเล่นเลียนแบบการ์ตูนญี่ปุ่นกันทั้งนั้น อย่างที่คุณครูว่า บรรยากาศก็ชวนให้คึกคัก เรียกได้ว่า บรรยากาศเป็นใจคะ คราวนี้พอเล่นแรง ตามประสาเด็กผู้ชายตัวโต (คุณแม่บอก) ความจริงคงไม่ได้ตั้งใจจะรังแกเพื่อน แต่เวลาเล่นแล้วเล่นไม่เป็น ยั้งมือไม่เป็น ไม่รู้จะเล่น จะเดินเข้าไปร่วมเล่นอย่างไรดี เลยกระโดดเข้าใส่ ปัญหาจึงเกิดขึ้น ฉะนั้น บางที่เราอาจจะต้อง "บอก" วิธีเล่นกับเพื่อนให้ หรือชี้แนะแนวทางให้ละมังคะ เช่น "ลูกเองเอาหนังสือเล่มนี้ไปชวนเพื่อนดูด้วยกันซี" หรือ "ลูกลองชวนเพื่อนเล่นรถไต่เขาดูซีว่า รถขึ้นเขาไหวไหม" หรือ "ลูกลองพูดกับเพื่อนว่า มาเล่นทรายกันไหม หรือ เรามาเล่น...กัน"

ต่างๆ นานานี่ก็เป็นวิธีหนึ่ง ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือ"ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ความจริงดิฉันไม่ค่อยจะชอบใช้วิธีนี้สักเท่าใดนัก แต่ถ้าเผื่อเราจับได้ว่าลูกอาจจะไม่รู้ว่าเจ็บเป็นอย่างไร ก็ลองให้เขาเจ็บบ้าง แต่คงไม่ต้องมากนักนะคะ เคยมีเรื่องเล่า เท็จจริงอย่างไรไม่ยืนยันนะคะว่า เจ้าชายองค์หนึ่งเสด็จออกงานกับพระมารดา ด้วยความเบื่อหน่าย เพราะขณะนั้นยังมีพระชนมายุน้อย คือ 8-9 พรรษา ยื่นพระบาทไปเหยียบพระบาทของพระมารดา และเหยียบให้แรงยิ่งขึ้นจนในที่สุดพระมารดาทนไม่ได้ ต้องยื่นพระบาทมาเหยียบพระบาทของเจ้าชาย ซึ่งทรงปวดมาก และสรรแสง พระมารดาได้โอกาสจึงทรงสอนว่า "เวลาลูกเหยียบเท่าผู้อื่นเขาก็เจ็บเหมือนลูก" เหตุการณ์นี้เขา เล่าว่าเกิดในประเทศยุโรปคะ แต่คิดว่าจริงๆ แล้วก็คือ เด็กไม่เคยทราบว่าการกระทำของเขาทำให้ผู้อื่นเจ็บ (เพราะเวลาทำ เขาไม่เจ็บ แต่คนอื่นเจ็บ) คงเป็นเช่นเดียวกับลูกกอล์ฟ ที่เขาตอบคุณแม่ว่าเพื่อนเขาไม่เจ็บหรอก แต่คงไม่ต้องชนิดให้หัวแตก หัวเจาะตามกันนะคะ เอาพอแค่เจ็บๆ พร้อมทั้งอธิบายล่วงหน้าก่อนว่า "ถ้าแม่ทำเช่นนี้กับลูกบ้าง ลูกจะเจ็บสักเพียงใด หรือถ้าลูกเป็นเด็กคนนั้น ลูกจะเจ็บเพียงไหน แม่คงต้องมานั่งใส่ยาให้ และแม่ของเขาก็ไม่อยากให้ลูกเจ็บบ่อยๆ แน่" ก็คงจะช่วยให้เขาเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีขึ้น

ในกรณีที่เพื่อนบาดเจ็บ คุณแม่และคุณครูน่าจะนำการบาดเจ็บ และความรู้สึกของเพื่อนมาเป็นหัวข้อสนทนา โดยให้ลูกกอล์ฟ คุณแม่ และครูร่วมกันสนทนา กับผู้ที่บาดเจ็บว่าเป็นอย่างไรบ้าง "เจ็บมากไหม" "ตอนหมดเย็บหนูรู้สึกอย่างไร" "ร้องไห้หรือเปล่า" "คุณแม่ของหนูต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาล" "หนูจะต้องหยุดเรียนกี่วัน" "อยู่บ้านคงไม่สนุกเหมือนมาโรงเรียน" ฯลฯ จะช่วยให้ลูกกอล์ฟเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นดีขึ้น แต่ควรเป็นบรรยากาศที่ไม่ใช่การลงโทษเขามากนัก แต่ให้น้ำหนักลงไปที่ ความสงสารเห็นในคนที่เจ็บป่วย ถ้าพาไปเยี่ยมได้ ก็ควรจะทำ ลูกกอล์ฟจะได้เห็นรูปธรรมมากขึ้นว่า "เพื่อนเจ็บนะ และแม่ของเขาคงจะสงสารลูกมาก นี่เขาคงจะปวด นอนไม่ค่อยสบาย เพราะหัวแตกแน่ ๆ เลย" ฯลฯ "ถ้าเป็นลูกกอล์ฟแม่คงเสียใจ และสงสารลูกมากๆ เช่นกัน"

การอธิบายเพื่อให้รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น คงต้องใช้เวลาพอสมควร เราคงใจร้อนไม่ได้ โดยเฉพาะกอล์ฟซึ่งเป็นลูกคนเดียว ไม่เคยต้องเอาใจ หรือแคร์ต่อความรู้สึกของผู้อื่นมากนัก แต่ขณะนี้เขาเข้าสังคมกับเพื่อนแล้ว เขาจะต้องเริ่มฟัง และเคร์ความรู้สึก ความเครื่อต้องการของผู้อื่นมากขึ้น แต่ต้องใช้เวลา และการช่วยเหลือ การสร้างบรรยากาศของผู้ใหญ่ทุกฝ่ายก็ช่วยได้มากคะ

สำหรับดิฉันนะคะ การตีก็ใช้ได้ในกรณีที่ทำให้เพื่อนบาดเจ็บถึงเลือดตกยางออก เพียงแต่ว่า ต้องอธิบายกันก่อนนะคะ ว่าทำไมถึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก วิธีการลงโทษอื่นๆ ก็มีคะเช่น การที่บอกเขาว่า "แม่เสียใจ แม่ผิดหวัง ฉะนั้นขอให้ระวังให้มากขึ้น" เด็กทุกคนรักแม่คะ ไม่อยากให้แม่เสียใจปัญหาของการลงโทษมักจะมีอยู่ตรงที่ คุณแม่มักจะใจอ่อนสงสารลูก พอดีเสร็จก็ปลอบ การลงโทษด้วยการตีก็ไม่ได้ผล ไม่เป็นการลงโทษอย่างจริงจัง ไม่ได้ผล เพราะเด็กไม่เรียนรู้อะไร อาจจะเรียนรู้ว่า แม่โมโห แม่ตีเจ็บนิดหน่อย แต่เดี๋ยวแม่ก็สงสาร และง้อ เอาใจเราอีก

การให้เวลานอก หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า "Time Out" ก็เป็นวิธีหนึ่งของการลงโทษเด็กเล็กๆ จะทนไม่ได้ ถ้าหากว่าถูกลงโทษให้อยู่เฉยๆ ไม่มีของเล่นในมือ ไม่พูดกับใคร เช่น ให้นั่งคิดดู ให้นั่งหันหน้าเข้าฝาผนัง และคิดดูว่าทำถูกหรือไม่ วิธีนี้เป็นการช่วยให้ทั้งคู่ คือคุณแม่ซึ่งอาจจะกำลังโมโหเมื่อได้ยินเรื่องราว และอายที่ลูเกเร ได้มีเวลาสงบจิตสงบใจ คิดหาเหตุผลว่า ทำไมลูกจึงเป็นเช่นนั้น ส่วนลูกก็ได้มีเวลาคิดว่า สิ่งที่ทำไปถูกหรือไม่เหมาะหรือไม่ แล้วพอสำหรับเด็กเล็กๆ ไม่ควรนานเกิน 20 นาที แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายในสายตาของเรานะคะ ไม่ได้อยู่ลับตา เดี๋ยวจะแอบเล่น และไม่คิดถึงความผิดของตน หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุสิ่งที่คาดคิดไม่ถึงได้ เมื่อครบเวลาก็ควรจะนั่งพูดคุยกัน อย่างชนิดไม่มีอารมณ์โกรธหลงเหลือ เก็บอารมณ์สงสารไว้ แต่มีความอ่อนโยนความเข้าใจ และบรรยากาศดี พร้อมจะให้อภัย การถามนำจะช่วยให้เด็กตอบคำถามได้ดีกว่าการให้เล่าเรื่องยาวทั้งหมด เพราะเขาอาจจะจำไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่พบมาก ทั้งจากคุณแม่ และจากคุณครู คือเมื่ออยู่กับลูก หรือเด็กที่ซนๆ แก่นๆ การใช้คำพูดของเราที่มักจะเริ่มต้นด้วย "อย่า..ไม่" เช่น "อย่าวิ่ง" "อย่ากระโดด" "อย่ารังแกเพื่อน" แต่เรามักจะไม่ค่อยชี้แนะ แนวทางที่ทำให้แก่เด็ก ถ้าไม่อยากให้วิ่ง แล้วอยากให้ทำอะไร หรือเขาควรจะทำอย่างไร บอกเขาไปเลยคะว่า "เดินดีกว่านะลูก" "เอาไม้บรรทัดไปเก็บบนโต๊ะ จะได้ใช้เวลาแม่(ครู) ต้องการจะขีดเส้น" "ล้างมือแล้ว เช็ดมือกับผ้านะ" แทนที่จะบอกว่า "อย่าสลัดมือ จนน้ำกระจาย" เป็นต้น นี่เป็นการชี้แนะว่า เราชอบ และเราต้องการให้เขาทำอะไร ต้องการให้เขามีพฤติกรรมอย่างไร แต่เด็กยังเล็ก อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้นะคะ

วัยนี้ พัฒนาการทุกด้านยังต้องการโอกาสพัฒนาให้สมบูรณ์ แต่เมื่อเด็กเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาขึ้น แม่ก็ไม่ต้องอายคะ ลูกเราก็เป็นเช่นเด็กคนอื่น ๆ ที่มีความน่ารักในบางส่วนบางด้าน มีความเกเรต้องการแก้ไขในบางประเด็น เผชิญกับปัญหาเถอะคะ และพูดจากับคุณครู ให้เข้าใจว่า เรายอมรับ และพร้อมที่จะร่วมมือกับคุณครู ผู้ปกครองท่านอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

หวังว่าคงจะเป็นแนวทางให้แก่คุณแม่ลูกกอล์ฟได้บ้างนะคะ ขอเอาใจช่วยเพราะเคยเจอปัญหาเช่นนี้เหมือนกัน
โดย :: พัฒนา ชัชพงษ์

 

 Developed By Position Front Page.

© Copyright 2007 All Rights Reserved www.preeschool.or.th - Privacy Policy - Site Map
สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
Pre-school Education Association of Thailand Under the Royal Patronage of her Royal Highness Maha Chakri Sirindhorn