สมาคมอนุบาลศึกษา แห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ



" สมาคมอนุบาลศึกษาฯ
มุ่งส่งเสริมและพัฒนาเด็กไทย
ให้เจริญเติบโต อย่างองค์รวม
มีทักษะในการแสวงหาความรู้
มุ่งสู่ความเป็นสากล
อย่างพอเพียง
มีคุณธรรม จริยธรรม
งดงามตามวัฒนธรรมไทย "



ดร. พัฒนา ชัชพงศ์
กรรมการฝ่ายบริหาร
วิจัยและการวิจัยในชั้นเรียน

ผลงานวิจัยเรื่อง
ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กอนุบาลที่ทำกิจกรรมขนมอบ
ของ อ.วลัย สาโดด โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา

สรุปโดย... ดร.พัฒนา ชัชพงศ์

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สมองของมนุษย์พัฒนาอย่างรวดเร็วในระยะแรก ของชีวิต สมองสามารถพัฒนาได้ถึง ร้อยละ 60 เมื่อเด็กมีอายุ 4 ปี และขยายเป็น ร้อยละ 80 เมื่อ เด็กมีอายุ 6 ปี และความสามารถ ด้านมิติสัมพันธ์เป็น องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของความสามารถทางสมอง เนื่องด้วยความสามารถ ด้านมิติสัมพันธ์นี้เป็นพื้นฐาน ของการเรียนรู้ และของความสามารถด้านอื่นๆ อีกมากมาย เป็นความสามารถ ของสมองซีกขวา ในการสร้างมโนภาพ เพื่อให้เกิด ความรู้ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลง ของสิ่งต่างๆ ฉะนั้น ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนา และส่งเสริมตั้งแต่ในวัยเด็ก

ความสามารถทางด้านมิติสัมพันธ์เป็นความสามารถที่มนุษย์ใช้ในการคิดจินตนาการ สร้างมโนภาพ ทำให้เกิดความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของวัตถุหรือสิ่งของต่างๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง ลักษณะของวัตถุที่แตกต่างออกไปจากเดิม การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่ตั้ง ทิศทาง และเมื่อนำมาวางต่อกัน เข้าด้วยกันและเกิดเป็นรูปร่างใหม่ หรือเมื่อจับสิ่งต่างๆ แยกออกจากกันจากภาพใหญ่กลายเป็นภาพย่อย ภาพใดเป็นภาพย่อยที่ตัดแบ่งมาจากภาพใหญ่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เด็กเห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเป็นการเล่น การเลือกของใช้ในการดำรงชีวิต แกรนด์และ มอร์โรว์ (Grande and Morrow,1995) กล่าวว่า ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กอนุบาลสามารถฝึกฝนได้ โดยวิธีการต่างๆ เช่น
  1. การพัฒนาประสาทสัมพันธ์ในการ มองวัตถุกับการเคลื่อนไหว (eye-motor Coordi-nation)
  2. การรับรู้ภาพ และพื้นหลังภาพ (Figure-ground Perception)
  3. การรับรู้ความคงรูปของวัตถุ (Perceptual Constancy)
  4. การรับรู้ความสัมพันธ์ของตำแหน่งกับพื้นที่ (Position in Space Perception)
  5. การรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุกับวัตถุ (Perception of Spatial Relation ships)
  6. การจำแนกความเหมือนและความแตกต่าง (Visual Discrimination)
  7. การจำภาพ (Visual Memory)
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถพัฒนาได้จากการเล่น การทำกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงกับสื่อ ของเล่น วรรณวิภา สุทธเกียรติ (2542 : 3) กล่าวว่า ควรเน้นให้เด็กได้ค้นพบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ ด้วยกระบวนการ ในการทำกิจกรรม การประดิษฐ์ การวาด การมองเห็น การสังเกต เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลง การจำแนกรูปเรขาคณิต เป็นกระบวนการที่ให้เด็กสำรวจตั้งข้อคาดเดา ลงมือสืบเสาะ ตรวจสอบความคาดเดา

การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยนั้น เรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นโอกาสให้เด็ก ได้ใช้ประสาทสัมผัสจากการเล่น การลงมือกระทำของตนเอง ได้ทดลองพัฒนาทักษะการสังเกต จำแนก เปรียบเทียบคิดแก้ปัญหาและตอบสนองความอยากรู้ อยากเรียน เกิดความสนใจใคร่รู้ ประสบการณ์ เช่น การประกอบอาหาร การทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ เช่น กิจกรรมขนมอบ เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงในเรื่องของขนาด สี รูปร่าง รสชาติ สถานะของอุปกรณ์จริงๆ แจ็คแมน (Jackman. 1997 : 190) กล่าวว่า การประกอบอาหาร เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เรียนรู้จากกระบวนการในการทำงานรู้สึกประสบความสำเร็จ และเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยในการรับประทานอาหารที่ติดตัวไปตลอดชีวิต สอดคล้องกับ เคลฟสเต็ด (Klefstad. 1995 : 33) ที่กล่าวถึงประโยชน์ของกิจกรรมประกอบอาหารว่า ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ทักษะคณิตศาสตร์ ด้านการวัด การ กะปริมาณ เปรียบเทียบมากกว่า-น้อยกว่า เต็ม-ว่างเปล่า และจำนวนนับ และอื่นๆ อีกมากมาย วไลพร พงษ์ศรีทัศน์ (2533 : 6-7) กล่าวในทำนองเดียวกันว่า กิจกรรมประกอบอาหาร เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ประสาทสัมผัสทุกด้านในการเรียนรู้ คือ ใช้การมองเห็น การฟังการสัมผัส การชิม และการดมกลิ่น สามารถพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้

จากความสำคัญดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจทำการศึกษาวิจัย เรื่อง "ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมขนมอบ" งานวิจัยนี้เป็นวิทยานิพนธ์ในหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นวิจัยที่ได้รับทุนวิจัย ด้านการพัฒนานวัตกรรมใหม่

ความมุ่งหมายของการวิจัย
เพื่อศึกษาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยที่ได้จากการจัดกิจกรรมขนมอบ

กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มอย่าง คือ เด็กอนุบาล ชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ชั้นอนุบาล 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 64 คน เครื่องมือวิจัย
เครื่องมีวิจัย มีดังนี้
  1. แผนการจัดกิจกรรมขนมอบ จำนวน 40 แผ่น ซึ่งมีขั้นตอนชัดเจน ดังตัวอย่าง
    คุกกี้เนย
    ส่วนผสม
    แป้งสาลี 1 ถ้วย
    มาการีน 1/2 ถ้วย
    น้ำตาลไอซิ่ง 1/2 ถ้วย
    ผงฟู 1/4 ช้อนชา
    ไข่ไก่ 1 ฟอง


    วิธีทำ
    1. ตวงส่วนผสมตามอัตราส่วน
    2. ใส่ผงฟูลงในแป้งสาลี ร่อนและพักไว้คนมาการีนและน้ำตาลให้เข้ากัน ใส่ไข่ไก่ คนต่อและค่อยๆ เติม เนย ใส่ลงไป คนให้เข้ากัน
    3. นำส่วนผสมทั้งหมด วางกดให้เป็นแผ่นบาง ใช้พิมพ์ขนมกดให้เป็นรูปต่างๆ เรียงใส่ถาด
    4. อบ 15 นาที ด้วยไฟ 250 ฟาเรนไฮต์
    5. เมื่อขนมสุก พักให้เย็นให้เด็กชิม

  2. แบบทดสอบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์
    แบบทดสอบนี้ มี 4 ฉบับ เป็นแบบทดสอบที่พัฒนาโดยมีผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านและมีค่าความเชื่อมั่น .92

    การทดลอง
    ผู้วิจัยทำการทดลองด้วยตนเอง หลังจากการทดสอบก่อน ด้วยแบบทดสอบทั้ง 4 ฉบับ
    ทำการทดลองติดต่อกัน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน เมื่อครบ 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบหลังด้วย แบบทดสอบ 4 ฉบับเดิม

    ผลการทดลอง
    เมื่อนำผลการทดสอบก่อนและหลังมาทดลองมาเปรียบเทียบกัน พบว่า ความสามารถ ด้านมิติสัมพันธ์ของเด็ก หลังการทำกิจกรรมขนมอบ สูงกว่าก่อนการทดลอง ผู้วิจัยให้เหตุผลดังต่อไปนี้

    1. กิจกรรมขนมอบเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ โดยการกระทำ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษา ของ วรวรรณ เหมชะญาติ 2536 : (31-33) ที่กล่าวว่า เด็กเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ จากการลงมือกระทำ ในการทำกิจกรรมขนมอบ เมื่อเด็กกดพิมพ์ขนมลงบนแผ่นแป้ง เด็กจะสังเกตเห็นภาพที่เกิดขึ้น และเมื่อเด็กเปลี่ยนพิมพ์ รูปร่างของขนมก็เปลี่ยนไป เด็กได้สังเกต เปรียบเทียบ ทดลองทำแล้วทำอีก และนำไปสู่การคิดหาเหตุผล สร้างเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นเป็นการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา

    2. กิจกรรมขนมอบเป็นกิจกรรมที่เด็กเรียนรู้
    เป็นรูปธรรม กิจกรรมนี้ใช้อุปกรณ์จริง ส่วนผสม ทุกอย่าง เป็นของจริง เด็กจับต้อง สัมผัส รับรู้ถึงความแตกต่าง ของแป้งสาลีน้ำตาลที่มีสีเหมือนกัน แต่รสชาติแตกต่างกัน สอดคล้องกับความคิดของเพสตาลอซซี่ (Pestalozzi) ที่กล่าวว่า เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม ยิ่งไปกว่านั้น เด็กยังได้ทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า สอดคล้องกับธอร์นไดค์ (Thorndike) ที่เชื่อว่าเด็กเรียนรู้ โดยการทำซ้ำๆ จนเกิดเป็นความเข้าใจเปิดโอกาสให้เด็ก ได้ฝึกฝนทักษะ การสังเกต จำแนกความเหมือน ความแตกต่าง เช่น การนำแป้งมาวางต่อกัน หรือกดพิมพ์ให้เนื้อแป้ง แยกออกจากกัน เป็นรูปร่างใหม่ การสังเกตการขึ้นฟูของขนมที่อบแล้ว เปรียบเทียบ กับขนมที่รอจะอบต่อไป หรือเป็นการคิดย้อนกลับ ของการเอาขนมอบมาต่อกัน หรือตัดแยก ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งเด็กมีอิสระในการทำ เด็กได้ทำซ้ำทุกวัน ส่งผลต่อความสามารถ ด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กอนุบาลให้พัฒนาขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

    ดังนั้น จากการที่เด็กได้เรียนรู้จากการกระทำ ได้ปฏิบัติกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสนุกและเป็นไปอย่างอิสระตามความต้องการของเด็ก ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกที่ดีต่อกิจกรรม ที่สำคัญคือเด็กพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ อันเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ และดำรงชีวิตต่อไปภายภาคหน้า
ข้อสังเกต
ผู้วิจัยได้ให้ข้อสังเกต ดังนี้
  1. เด็กมีการวางแผน และปฏิบัติงานเป็นขั้นตอน ผู้วิจัยสังเกตได้ถึงการวางแผน จากการปฏิบัติ และพูดคุยกัน เมื่อใช้สูตรทำขนม เด็กทำตามขั้นตอน เรียงลำดับเป็นอย่างดี และไม่ยอมให้เด็กคนอื่นข้ามขั้น
  2. เด็กมีความรู้เรื่องการถนอมอาหาร การเก็บรักษาส่วนผสมที่เหลือจากการทำกิจกรรม การรักษาความสะอาดในการประกอบอาหาร รวมไปถึงการระวังความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์ เช่น มีด เตาอบ
  3. เด็กสนุกและมีทัศนะคติที่ดีต่ออาหาร เช่น เมื่อรู้ว่ามีประโยชน์ก็ลองรับประทานสิ่งที่ตนทำ เช่น พายฟักทองและสนใจ ถามถึงกิจกรรมขนมอบในคราวต่อไป
ข้อเสนอแนะ
ผู้วิจัยได้เสนอแนะ ดังนี้
  1. ครูต้องมีการเตรียมอาหาร หาส่วนผสมของกิจกรรมในแต่ละวันล่วงหน้า รักษาความสะอาด หลังการใช้งาน เก็บใส่กล่อง ปิดฝาป้องกันมด แมลงเป็นอย่างดี
  2. เตือนเด็กให้ล้างมือก่อนทำกิจกรรมทุกครั้ง
  3. ในสัปดาห์แรกๆ ครูควรแนะนำวิธีการร่อนแป้งการตัก การตวง เป็นต้น
  4. ครูควรฝึกฝน ทดลองใช้สูตรอาหาร ให้คล่องอุปกรณ์ โดยเฉพาะเตาอบ ถ้าใช้เตาอบเล็ก ควรศึกษาความแรงของไฟเป็นต้น

 Developed By Position Front Page.

© Copyright 2007 All Rights Reserved www.preeschool.or.th - Privacy Policy - Site Map
สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
Pre-school Education Association of Thailand Under the Royal Patronage of her Royal Highness Maha Chakri Sirindhorn